User
Write something
ที่บริษัทก็มี ERP อยู่แล้วไง แล้วใยยังต้องมี CRM? ไหนจะโปรแกรมรวมแชท ไหนจะ Collaboration Tools อีก ยิ่งรู้เยอะยิ่งสับสน 🤯
ERP ยี่ห้อดังก็มักจะมีโมดูล Sales, CRM อยู่แล้วทั้งสิ้น ที่จริงถ้าต้องการแค่ใช้ติดตามงานขายนิดนิดหน่อยหน่อย ไม่สนใจ Sales Funnel ไม่ต้องมี Sales Pipeline ก็ใช้ไปเถอะโมดูลนี้ใน ERP ไหนไหนก็เสียเงินซื้อไปแล้ว . เครื่องมือแต่ละตัวถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาคนละเรื่อง อย่าง ERP เกิดมาเพื่อบริหารงานหลังบ้าน การเงิน บัญชี ออกใบสั่งขาย (SO) สั่งซื้อ (PO) ส่งของ (DO) เน้นธุรกรรมหลังปิดการขาย . ถ้ายังไม่ปิดการขายกรุณาอย่าส่งมาเก็บที่ ERP พี่ไม่อยากได้ข้อมูลขยะ CFO มิได้กล่าวไว้ . ดูข้อมูลใน ERP เหมือนดูประวัติศาสตร์ ย้อนดูอดีตที่มิอาจกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว ลูกค้าเคยซื้ออะไร ซื้อเท่าไหร่ ซื้อเมื่อไหร่ คำถามพวกนี้ต้องถาม ERP . แต่ถ้าถามว่าใน Sales Pipeline มีดีลอยู่ทั้งหมดเท่าไหร่ เปิดเท่าไหร่ ปิดเท่าไหร่ เซลคนไหนดูแลอยู่ แล้วจะปิดตอนไหน โอกาสมีเท่าไหร่ เดือนนี้จะถึงเป้าไหม ดีลที่แพ้แพ้เพราะอะไร แพ้ให้คู่แข่งรายไหน เรื่องพวกนี้ กรุณอย่ามาถาม ERP เพราะแบบนี้จึงต้องมี Sales CRM . โปรดติดตามตอนต่อไป
0
0
ที่บริษัทก็มี ERP อยู่แล้วไง แล้วใยยังต้องมี CRM? ไหนจะโปรแกรมรวมแชท ไหนจะ Collaboration Tools อีก ยิ่งรู้เยอะยิ่งสับสน 🤯
Alibaba ของเฮียแจ็คหม่า ไม่ได้โตเพราะโชค แต่รวยด้วยอัลกอริทึม AI
หลายคนอาจคิดว่าเฮียแจ็คหม่าแกรวยขึ้นมาได้เพราะลูกฟลุ๊ก โชคดีที่ e-commerce โตพอดี แต่เบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริงคือ “สมองกล” ที่ทำให้การซื้อขายแบบ B2B เป็นเรื่องง่ายเหมือนมี “ผู้ช่วยรู้ใจ” คอยจับคู่ buyer–seller ให้ตลอดเวลา ลองนึกภาพว่า… - โรงงานพลาสติกที่สมุทรสาคร ผลิตฝาขวดน้ำดื่ม วันละแสนชิ้น - ร้านขายส่งอะไหล่รถที่บ้านหม้อ มีน็อตเฉพาะรุ่นที่หายากมาก - ผู้ส่งออกผลไม้ที่จันทบุรี อยากหาคนซื้อทุเรียนแช่แข็งไปจีน ถ้าเป็นสมัยก่อน → ต้องไปออกงานแฟร์, จ้างเซลส์เดินตระเวน, โทรหาลูกค้า หรือไม่ก็รอลูกค้าเดินเข้ามาหาเอง แต่ปัญหาคือ ตลาด B2B ใหญ่มากและซับซ้อน ใครจะรู้ว่าฝั่งโน้นกำลังหาของที่คุณมีอยู่พอดี? AI ของอาลีบาบาทำให้เราไม่ต้องเดามั่ว Platform ของ Alibaba มี Real-Time Data Platform ที่เก็บข้อมูลทุกการกระดิกนิ้วของผู้ซื้อ เช่น - คลิกดูสินค้าอะไร - กด favorite หรือ add to cart - ซื้อจริง จ่ายเงินจริง - หรือแม้แต่สินค้าที่ดูแล้วปิดหน้าไป ฝั่งผู้ขายก็เช่นกัน ระบบรู้ว่ามีใครโพสต์สินค้าอะไร ราคาเท่าไร อยู่ในหมวดไหน ขายได้มากน้อยแค่ไหน ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกป้อนเข้าสู่อัลกอริทึม → ประมวลผลแบบเรียลไทม์ → แล้วแปลงเป็น “บริการสมองกล” ที่ไปทำงานในทุกฉากธุรกิจ เช่น search ranking, personalized recommendation, live streaming, promotion, advertising ตัวอย่างเช่น 1. โรงงานฝาขวดพลาสติกระบบรู้ว่ามีผู้ผลิตน้ำดื่มในกวางโจวเพิ่งค้นหาฝาขวด → อัลกอริทึมก็จะจับคู่โรงงานไทยที่ผลิตฝาขวดแบบเดียวกัน ส่งสินค้าไปโผล่หน้าลูกค้าคนนั้นเลย 2. ร้านขายส่งอะไหล่รถมีช่างในหางโจวเพิ่งค้นหาน็อตเฉพาะรุ่น ระบบก็จะดันสินค้าของร้านบ้านหม้อขึ้นโชว์ทันที 3. ผู้ส่งออกทุเรียนระบบเห็นว่ามีผู้ค้าปลีกจีนกำลังหาทุเรียนแช่แข็งช่วงเทศกาล ระบบก็จะดันสินค้าของคุณให้เจอเร็วขึ้น → โอกาสขายสูงขึ้น 4. ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ลูกค้าในเซี่ยงไฮ้เพิ่งดู “โต๊ะไม้สัก” อยู่ ระบบก็จะเสนอสินค้าของคุณขึ้นมาเทียบกันในทันที ผู้ช่วยรู้ใจที่อยู่เบื้องหลัง สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ไม่ได้มาจากโชค แต่จากคณิตศาสตร์ + คอมพิวเตอร์ฉลาดๆ ที่ทำให้ตลาด ของเฮียแจ็คหม่าเป็นผู้ชนะในสนาม B2B e-Commerce
1
0
Alibaba ของเฮียแจ็คหม่า ไม่ได้โตเพราะโชค แต่รวยด้วยอัลกอริทึม AI
เปิดตัว The Revenue Engineering Canvas by Wisible - เครื่องมือที่ช่วยธุรกิจเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นรายได้ด้วยดาต้า
โครงสร้างของ The Revenue Engineering Canvas นี้แบ่งออกเป็น 8 องค์ประกอบหลักที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามและเพิ่มประสิทธิภาพการขายได้ 1️⃣ กำหนดเป้าหมายรายได้ (Set Revenue Target) - ตั้งเป้าหมายรายได้ต่อปี - คำนวณเป้าหมายรายเดือน (Yearly Target ÷ 12) 2️⃣ รู้จักตัวเลขสำคัญของคุณ (Know Your Metrics) - Win Rate% – อัตราการปิดดีลสำเร็จ - Avg. Deal Value – มูลค่าต่อดีลเฉลี่ย - Visit-to-DealCreate% – อัตราการเปลี่ยนจากการเข้าพบลูกค้าไปเป็นดีล 3️⃣ ตั้ง Pipeline Targetกำหนดเป้าหมายในการบริหารโอกาสทางการขาย - Deal Value – มูลค่าของดีล (ที่ต้องหามาเติม Sales Pipeline) - #Deal Qty – จำนวนดีลที่ต้องหามาเติม Pipeline - Account to Engage – จำนวนลูกค้าที่ต้องติดต่อ 4️⃣ กระจายลูกค้าลงแต่ละกลุ่มเป้าหมาย (Breakdown #Account to Engage to Each Segment) - Prospective (Never Purchase): ลูกค้าที่ไม่เคยซื้อ - Active (Repeated Purchase): ลูกค้าที่ซื้อซ้ำ - Inactive (Discontinued Purchase): ลูกค้าที่เคยซื้อแต่หยุดซื้อ 5️⃣ จัดลำดับความสำคัญ (Set Priority) - High Potential – ลูกค้าที่มีแนวโน้มสูง - High Risk + High Value – ลูกค้ารายใหญ่ที่เสี่ยงจะเลิกซื้อ - High Chance + High Value – ลูกค้ารายใหญ่ที่เลิกซื้อไปแล้วแต่มีแนวโน้มจะกลับมาซื้อใหม่อีกครั้ง 6️⃣ กำหนดกลยุทธ์การขาย - Penetrate – เจาะเข้าตลาดลูกค้าใหม่ - Introductory Offers – ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ - Personalized Outreach – การสื่อสารที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล - Retention – รักษาลูกค้าเดิม - Cross-sell & Up-sell – เพิ่มยอดขายใหม่จากลูกค้าเก่า - Win-Back Campaign – ดึงลูกค้าเก่ากลับมา - Limited-Time Offer – กระตุ้นการซื้อด้วยโปรโมชั่นจำกัดเวลา 7️⃣ ออกแบบ Sales Workflowกำหนดกระบวนการทำงานให้ทีมขายแบบ step-by-step ให้สอดคล้องกับ Sales Strategy 8️⃣ วัดผลลัพธ์ (Measure Result)ติดตามผลลัพธ์ของการขายและเปรียบเทียบกับเป้าหมาย - Won Deal – จำนวนดีลที่ปิดได้ - Revenue – รายได้ที่เกิดขึ้นจริง - Actual Revenue – รายได้รวมทั้งหมด ทำไมต้องใช้ The Revenue Engineer Canvas? ✅ เพิ่มรายได้ธุรกิจด้วยดาต้า – ทำให้การขายเป็นระบบใช้ดาต้าขับเคลื่อนธุรกิจ ✅ วัดผลลัพธ์ได้ด้วยคณิตศาสตร์ ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร วัดผลแบบเห็นชัด ไม่ต้องคาดเดาอีกต่อไป
0
0
เปิดตัว The Revenue Engineering Canvas by Wisible - เครื่องมือที่ช่วยธุรกิจเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นรายได้ด้วยดาต้า
iRobot ออกมานอกจอแล้ว งานบริการที่เคยว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือเอไอ ชักจะไม่แน่ซะแล้ว
เห็นโฆษณาเปิดตัว Humanoid ของ 1X Technologies แล้วรู้สึกว่าหนัง Terminator, iRobot, Starwars มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป . NEO Gamma หุ่นยนต์ Humanoid ที่ช่วยปัดกวาดเช็ดถูได้ (พ่อบ้านชอบใจ) ช่วยรับของตอนหิ้วพะรุงพะรังเข้าบ้านได้ ต้มน้ำร้อนได้ ช่วยหยิบโน่นหยิบนี่ได้ และทำกับข้าวได้! . มีคลิปนึงที่เชฟ Nick Digiovanni แข่งทำสเต็กกับ NEO Gamma ซึ่งเจ้าโรบอทบอกว่ามันไม่รับอนุญาตให้ใช้มีด เลยขอให้เชฟนิคช่วยหั่นมันฝรั่งให้หน่อย . ยังไม่พอมีอีกตัวชื่อ Eve มีขาเป็นล้อ ใช้ในงานอุตสาหกรรม โกดังสินค้า เก็บของยกของขนของ นับของตรวจของ . ไม่ต้องใช้แสงสว่าง ตาม concept Dark Factory โรงงานมืดสนิทก็ทำงานได้ ประหยัดค่าไฟแสงสว่าง ย้ายมาจ่ายค่าชาร์ทไฟโรบอทแทน . ภาคต่อไป ไม่ต้องเดา มันคือกองทัพ iron man ทัพบกเดินเท้าใช้ humanoid ทัพอากาศใช้ Drone (ปัจจุบันก็เป็นแล้ว) ทัพเรือก็ self-driving ship ในป่าก็ใช้หมาโรบอทลาดตระเวน (มีมานานแล้ว)
0
0
เดือนนี้ต้องหาลูกค้าเพิ่ม ปิดยอดให้ถึงเป้า? คำนวณแม่น ๆ ด้วย The Revenue Engineering Framework by Wisible
ขายให้กลุ่มโรงงาน คำนวณ TAM, SAM, SOM แล้ว พบว่าเป้าหมายมี 5,000 แห่ง - ขายได้แล้ว 1,000 แห่ง (ซื้อซ้ำ 200 เลิกซื้อ 800) - SOM = 5,000 แบ่งเป็น Active: 200 Inactive: 800 Prospective: 4,000 เป้าขาย 1,200 ล้าน/ปี → 100 ล้าน/เดือน - Field Sales 10 คน → คนละ 10 ล้าน/เดือน - Avg Deal Value 200K → ต้องปิด 50 ดีล/เดือน - Win Rate 25% → ต้องมี Pipeline มากกว่าเป้า 4 เท่า - ต้องมี Pipeline 40 ล้าน หรือ 200 ดีล B2B Sales ใช้เวลา 3 เดือนปิดดีล → ต้องหา 200 ดีลล่วงหน้า! - แต่ 200 ดีล ≠ 200 ลูกค้า - Visit-to-Deal Conversion = 80% → ต้องไปพบลูกค้า 250 ราย/เดือน - เจอ 250 x 80% = 200 ดีล → Win Rate 25% → ปิดได้ 50 ดีล แต่ปัญหาคือ - 250 ราย/เดือน = 11.3 ราย/วัน! เกิน capacity ทางเลือก a) เพิ่มคน → ค่าใช้จ่ายสูง b) ลดเป้า → ไม่มีทาง c) โทร/ไลน์ → คู่แข่งไปเยี่ยมถึงที่ อาจเสียลูกค้า d) เพิ่ม Win Rate% → ลูกค้าเก่าอาจได้ แต่ลูกค้าใหม่ยาก e) เพิ่ม Visit-to-Deal → 80% ก็ดีแล้ว f) เพิ่ม Deal Value → ต้องมีแผน up-sell/cross-sell ใครอยากลงลึก มาทำ Workshop ด้วยกัน ลงทะเบียนเลย: https://bit.ly/3QyTcco
เดือนนี้ต้องหาลูกค้าเพิ่ม ปิดยอดให้ถึงเป้า? คำนวณแม่น ๆ ด้วย The Revenue Engineering Framework by Wisible
1-18 of 18
powered by
Wisible Insiders
skool.com/wisible-insiders-7593
The exclusive community to learn how to outsmart the best competition with AI and Sales CRM
Build your own community
Bring people together around your passion and get paid.
Powered by