หลายคนอาจคิดว่าเฮียแจ็คหม่าแกรวยขึ้นมาได้เพราะลูกฟลุ๊ก โชคดีที่ e-commerce โตพอดี แต่เบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริงคือ “สมองกล” ที่ทำให้การซื้อขายแบบ B2B เป็นเรื่องง่ายเหมือนมี “ผู้ช่วยรู้ใจ” คอยจับคู่ buyer–seller ให้ตลอดเวลา
ลองนึกภาพว่า…
- โรงงานพลาสติกที่สมุทรสาคร ผลิตฝาขวดน้ำดื่ม วันละแสนชิ้น
- ร้านขายส่งอะไหล่รถที่บ้านหม้อ มีน็อตเฉพาะรุ่นที่หายากมาก
- ผู้ส่งออกผลไม้ที่จันทบุรี อยากหาคนซื้อทุเรียนแช่แข็งไปจีน
ถ้าเป็นสมัยก่อน → ต้องไปออกงานแฟร์, จ้างเซลส์เดินตระเวน, โทรหาลูกค้า หรือไม่ก็รอลูกค้าเดินเข้ามาหาเอง
แต่ปัญหาคือ ตลาด B2B ใหญ่มากและซับซ้อน ใครจะรู้ว่าฝั่งโน้นกำลังหาของที่คุณมีอยู่พอดี?
AI ของอาลีบาบาทำให้เราไม่ต้องเดามั่ว
Platform ของ Alibaba มี Real-Time Data Platform ที่เก็บข้อมูลทุกการกระดิกนิ้วของผู้ซื้อ เช่น
- คลิกดูสินค้าอะไร
- กด favorite หรือ add to cart
- ซื้อจริง จ่ายเงินจริง
- หรือแม้แต่สินค้าที่ดูแล้วปิดหน้าไป
ฝั่งผู้ขายก็เช่นกัน ระบบรู้ว่ามีใครโพสต์สินค้าอะไร ราคาเท่าไร อยู่ในหมวดไหน ขายได้มากน้อยแค่ไหน
ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกป้อนเข้าสู่อัลกอริทึม → ประมวลผลแบบเรียลไทม์ → แล้วแปลงเป็น “บริการสมองกล” ที่ไปทำงานในทุกฉากธุรกิจ เช่น search ranking, personalized recommendation, live streaming, promotion, advertising
ตัวอย่างเช่น
- โรงงานฝาขวดพลาสติกระบบรู้ว่ามีผู้ผลิตน้ำดื่มในกวางโจวเพิ่งค้นหาฝาขวด → อัลกอริทึมก็จะจับคู่โรงงานไทยที่ผลิตฝาขวดแบบเดียวกัน ส่งสินค้าไปโผล่หน้าลูกค้าคนนั้นเลย
- ร้านขายส่งอะไหล่รถมีช่างในหางโจวเพิ่งค้นหาน็อตเฉพาะรุ่น ระบบก็จะดันสินค้าของร้านบ้านหม้อขึ้นโชว์ทันที
- ผู้ส่งออกทุเรียนระบบเห็นว่ามีผู้ค้าปลีกจีนกำลังหาทุเรียนแช่แข็งช่วงเทศกาล ระบบก็จะดันสินค้าของคุณให้เจอเร็วขึ้น → โอกาสขายสูงขึ้น
- ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ลูกค้าในเซี่ยงไฮ้เพิ่งดู “โต๊ะไม้สัก” อยู่ ระบบก็จะเสนอสินค้าของคุณขึ้นมาเทียบกันในทันที
ผู้ช่วยรู้ใจที่อยู่เบื้องหลัง
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ไม่ได้มาจากโชค แต่จากคณิตศาสตร์ + คอมพิวเตอร์ฉลาดๆ ที่ทำให้ตลาด ของเฮียแจ็คหม่าเป็นผู้ชนะในสนาม B2B e-Commerce